การบริหารเงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด
วิธีการกำหนดเงินสดขั้นต่ำ
จำนวนเงินสดขั้นต่ำสุดที่กิจการควรมีไว้ สามารถคำนวณได้
จากสูตร

ตัวอย่าง บริษัทยั่งยืน
จำกัด ประมาณเงินสดที่ต้องใช้จ่ายสำหรับระยะเวลาหนึ่งเดือนไว้เป็นเงิน
200,000 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายในการจัดหาเงินสดต่อครั้ง เท่ากับ
40 บาท อัตราดอกเบี้ย เงินกู้ 12 % จงหาว่า
(1) บริษัทควรถือเงินสดขั้นต่ำไว้เท่าไร
(2) บริษัทต้องจัดหาเงินสดกี่ครั้ง ครั้งละกี่วัน

ดังนั้น บริษัทควรถือเงินสดขั้นต่ำไว้ 40,000 บาท
และบริษัทต้องจัดหาเงินสดตลอดเดือน เท่ากับ 200,000 / 40,000
= 5 ครั้ง
โดยที่แต่ละครั้งห่างประมาณ 30 / 5 = 6 วัน
หลักเกณฑ์การบริหารหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด
โดยทั่วไป ผู้บริหารทางการเงินมักจัดการเกี่ยวกับเงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดควบคู่กันไป
กล่าวคือ เมื่อกิจการกำหนดขนาดของเงินสดที่เหมาะสมซึ่งควรมีไว้แล้ว
เงินสดส่วนที่เหลือก็จะนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่อยู่ในความต้องการของตลาด
เพราะหลักทรัพย์เหล่านี้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายในช่วงระยะเวลาอันสั้น
เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ดังนั้น กิจการจึงต้องมีวิธีลงทุนในหลักทรัพย์ให้เหมาะสม
หลักเกณฑ์การเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ พิจารณาจากองค์ประกอบต่อไปนี้
1) ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial
Risk) ซึ่งเกิดจากความไม่แน่นอนของอัตราดอกเบี้ยที่เป็นผลตอบแทนจากหลักทรัพย์นั้น
รวมทั้งความเสี่ยงจากการไม่ยอมชำระหนี้หรือผิดนัดชำระหนี้ (Default
Risk) ของผู้ออกหลักทรัพย์นั้น โดยทั่วไป หลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมักจะกำหนดอัตราผลตอบแทนสูง
2) ความคล่องตัวในการซื้อขายหลักทรัพย์
(Maturity Security) ความคล่องตัวในการซื้อขายหลักทรัพย์ขึ้นอยู่กับความสามารถผู้ถือหลักทรัพย์ที่จะเปลี่ยนสภาพหลักทรัพย์นั้นไปเป็นเงินสดได้ในมูลค่าที่พอใจ
3) อายุครบกำหนดของหลักทรัพย์ (Maturity
Date) โดยทั่วไป อายุของหลักทรัพย์มีความสัมพันธ์กับอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยง
หลักทรัพย์ที่อายุครบกำหนดนานจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นดังนั้นอัตราผลตอบแทนก็สูงด้วย
4) ผลตอบแทน (Yield) โดยทั่วไปหลักทรัพย์ที่อยู่ในความต้องการของตลาด
มักมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่าการลงทุนในด้านอื่น เนื่องจากหลักทรัพย์เหล่านี้มักมีอายุสั้น
ความเสี่ยงจึงต่ำ แต่มีความคล่องตัวสูง
5) ภาษีที่ต้องจ่ายสำหรับผลประโยชน์ที่ได้รับจากหลักทรัพย์ (Taxability)
เช่น ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากประจำ ดอกเบี้ยที่ได้รับจากตั๋วสัญญาใช้เงิน
ต้องเสียภาษี แต่ดอกเบี้ยจากพันธบัตรรัฐบาลไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้น
การลงทุนในหลักทรัพย์ใด กิจการควรพิจารณาถึงผลประโยชน์ที่ได้รับหลังหักภาษีด้วย
หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด มักมีอายุครบกำหนดสั้น
โดยทั่วไปไม่เกิน 1 ปี ได้แก่
1) ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill)
2) หลักทรัพย์ที่ออกโดยหน่วยงานรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ (Agency
Security)
3) ตราสารที่ธนาคารรับรอง (Bankers Acceptances)
4) ตราสารหนี้ (Derivative)
5) เอกสารการค้า (Commercial Paper)
6) บริการทางการเงินต่าง ๆ ของธนาคาร (Bank Cash Investment
Services)
7) ข้อตกลงซื้อคืน (Repurchase Agreement)
8) ยูโรดอลลาร์ (Eurodollars)
9) หน่วยลงทุนในกองทุนรวม (Mutual Funds in Unit Trust)
10) หุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stock)
11) หุ้นสามัญ (Common Stock)
|