หน้าแรก     สารบัญ     พิมพ์     ออก กลับ  7/7 ต่อไป 
การเงินธุรกิจ : รหัสวิชา 05-610-205
หน่วยที่ 6 การบริหารเงินหมุนเวียน - การบริหารเงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด - วิธีการกำหนดเงินสดขั้นต่ำ - หลักเกณฑ์การบริหารหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด

การบริหารเงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด

วิธีการกำหนดเงินสดขั้นต่ำ

จำนวนเงินสดขั้นต่ำสุดที่กิจการควรมีไว้ สามารถคำนวณได้ จากสูตร



ตัวอย่าง บริษัทยั่งยืน จำกัด ประมาณเงินสดที่ต้องใช้จ่ายสำหรับระยะเวลาหนึ่งเดือนไว้เป็นเงิน 200,000 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายในการจัดหาเงินสดต่อครั้ง เท่ากับ 40 บาท อัตราดอกเบี้ย เงินกู้ 12 % จงหาว่า

(1) บริษัทควรถือเงินสดขั้นต่ำไว้เท่าไร
(2) บริษัทต้องจัดหาเงินสดกี่ครั้ง ครั้งละกี่วัน




 

ดังนั้น บริษัทควรถือเงินสดขั้นต่ำไว้ 40,000 บาท
และบริษัทต้องจัดหาเงินสดตลอดเดือน เท่ากับ 200,000 / 40,000 = 5 ครั้ง
โดยที่แต่ละครั้งห่างประมาณ 30 / 5 = 6 วัน

หลักเกณฑ์การบริหารหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด

โดยทั่วไป ผู้บริหารทางการเงินมักจัดการเกี่ยวกับเงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดควบคู่กันไป กล่าวคือ เมื่อกิจการกำหนดขนาดของเงินสดที่เหมาะสมซึ่งควรมีไว้แล้ว เงินสดส่วนที่เหลือก็จะนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่อยู่ในความต้องการของตลาด เพราะหลักทรัพย์เหล่านี้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายในช่วงระยะเวลาอันสั้น เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ดังนั้น กิจการจึงต้องมีวิธีลงทุนในหลักทรัพย์ให้เหมาะสม หลักเกณฑ์การเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ พิจารณาจากองค์ประกอบต่อไปนี้
1) ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk)
ซึ่งเกิดจากความไม่แน่นอนของอัตราดอกเบี้ยที่เป็นผลตอบแทนจากหลักทรัพย์นั้น รวมทั้งความเสี่ยงจากการไม่ยอมชำระหนี้หรือผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk) ของผู้ออกหลักทรัพย์นั้น โดยทั่วไป หลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมักจะกำหนดอัตราผลตอบแทนสูง
2) ความคล่องตัวในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Maturity Security)
ความคล่องตัวในการซื้อขายหลักทรัพย์ขึ้นอยู่กับความสามารถผู้ถือหลักทรัพย์ที่จะเปลี่ยนสภาพหลักทรัพย์นั้นไปเป็นเงินสดได้ในมูลค่าที่พอใจ
3) อายุครบกำหนดของหลักทรัพย์ (Maturity Date)
โดยทั่วไป อายุของหลักทรัพย์มีความสัมพันธ์กับอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยง หลักทรัพย์ที่อายุครบกำหนดนานจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นดังนั้นอัตราผลตอบแทนก็สูงด้วย
4) ผลตอบแทน (Yield)
โดยทั่วไปหลักทรัพย์ที่อยู่ในความต้องการของตลาด มักมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่าการลงทุนในด้านอื่น เนื่องจากหลักทรัพย์เหล่านี้มักมีอายุสั้น ความเสี่ยงจึงต่ำ แต่มีความคล่องตัวสูง
5) ภาษีที่ต้องจ่ายสำหรับผลประโยชน์ที่ได้รับจากหลักทรัพย์ (Taxability)
เช่น ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากประจำ ดอกเบี้ยที่ได้รับจากตั๋วสัญญาใช้เงิน ต้องเสียภาษี แต่ดอกเบี้ยจากพันธบัตรรัฐบาลไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้น การลงทุนในหลักทรัพย์ใด กิจการควรพิจารณาถึงผลประโยชน์ที่ได้รับหลังหักภาษีด้วย

หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด มักมีอายุครบกำหนดสั้น โดยทั่วไปไม่เกิน 1 ปี ได้แก่
1) ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill)
2) หลักทรัพย์ที่ออกโดยหน่วยงานรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ (Agency Security)
3) ตราสารที่ธนาคารรับรอง (Bankers Acceptances)
4) ตราสารหนี้ (Derivative)
5) เอกสารการค้า (Commercial Paper)
6) บริการทางการเงินต่าง ๆ ของธนาคาร (Bank Cash Investment Services)
7) ข้อตกลงซื้อคืน (Repurchase Agreement)
8) ยูโรดอลลาร์ (Eurodollars)
9) หน่วยลงทุนในกองทุนรวม (Mutual Funds in Unit Trust)
10) หุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stock)
11) หุ้นสามัญ (Common Stock)